ผมไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อหัวข้อมันว่ายังไง ถ้าใครพอช่วยได้ กรุณาแนะนำด้วยนะครับ..

ตัวอักษรที่ร้อยเรียงอยู่บนกระดาษ(หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์)ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้เกิดขึ้นจากบทสนทนาสั้นๆที่ไร้สาระ แต่พบเห็นได้ประจำในหน้าสนทนาต่างๆของ windows live messenger ของผม เรื่องมันเกิดขึ้นจากการที่รุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่งได้ทักเข้ามา

 

รุ่นพี่คนนั้น : น้องคนนี้แจ่มว่ะ ใครวะ?

ผม : เป็น ญ ที่ผมแอบชอบตั้งแต่ eng 172 แต่ไม่กล้าคุยด้วย

รุ่นพี่ : เหมือนเคยเห็นหน้า เด็กศิลศาสตรป่ะ

ผม : บันชี

รุ่นพี่ : แจ่มอย่างนี้ ต้องลุยล่ะ

ผม : ไม่กล้าอ่ะพี่

รุ่นพี่คนนั้น : ป๊อด... เป็นกูน่ะ เหลือแต่งานแต่งแล้

.....

 

ใครใคร่ทาย ทายได้นะครับ ว่ารุ่นพี่คนนี้เป็นใคร ใบ้ให้ว่าสิงห์แดง 54

 

 

บทสนทนาของเราเริ่มจากการที่ผมเอารูปของผู้หญิงคนหนึ่งดิสเพลย์ไว้ และรุ่นพี่เข้ามาเห็นพอดิบพอดี เธอเป็นเด็กคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.. 

 

นักศึกษาชั้นปี 1 ของที่นี่ในสมัยนั้นถึงแม้ว่าจะอยู่ต่างสาขา ต่างคณะ แต่ก็อาจจะมีบางวิชาซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานที่จำเป็นต้องมาเรียนรวมกัน หนึ่งในนั้นคือวิชาภาษาอังกฤษ2 หรือ eng172 สำหรับนักศึกษาที่เข้ามาด้วยผลการสอบเอนทรานซ์ภาษาอังกฤษไม่เกิน 88 จาก 100 ห้องเรียนของผมจะประกอบไปด้วยนักศึกษาประมาณ 30 คนซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากคณะรัฐศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และคณะศิลปศาสตร์

 

ในเวลานั้น ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เพิ่งเข้ามาเรียน ยังรู้จักใครไม่มาก และยังไม่ประสีประสากับเรื่องรักๆใคร่ๆเท่าใดนัก วันแรกที่ผมเข้าห้องเรียน ผมพยายามกวาดสายตามองหาเพื่อนร่วมคณะที่พอจะรู้จัก หรือได้พูดคุยกันบ้าง สายตาของผมหยุดลงทันใดเมื่อมองเห็นเธอ.. ครับ เธอคนนี้แหละ 

 

เธอสวย เธอน่ารัก เธอสดใส เธอมีเสน่ห์.. เธอนั่งแถวหน้าเยื้องไปทางซ้ายของผมเล็กน้อย การดำรงอยู่ของเธอทำให้ผมมีปัญหาในการมองกระดานเรียนพอสมควร เพราะผมมักจะเลือกที่จะแอบมองเธอเสียมากกว่า

 

เรียนไปได้ระยะหนึ่ง คนในห้องคุ้นเคยกันมากขึ้น พูดคุยกันมากขึ้น แต่.. ผมก็ไม่เคยคุยกับเธอ ไม่กล้าแม้กระทั่งสบตานานๆ เหมือนกับจะกลัวว่าสายตาที่ประสานกันอาจทำให้เธอมองเห็นความคิด และความรู้สึกที่ผมซ่อนเอาไว้ข้างใน

 

และเวลา... ก็ผ่านไป เราอาจเจอกันโดยบังเอิญบ้าง แต่เีราก็ไม่เคยคุยกัน และมันช่างน่าประหลาดใจมากที่เหมือนโชคชะตาจะแกล้งให้ผมได้เจอกับเธอบ่อยๆ บน BTS ระหว่างไปทำงาน, ในรถโดยสารระหว่างกลับมาจากสยาม, หน้าชั้นระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย, etc

 

เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนี้ มันราวกับว่าตัวตนของผมหยุดลงตั้งแต่วันที่เจอเธอครั้งแรก ผมยังเป็นคนเดิมที่ไม่กล้าคุยกับเธอ หรือแม้จะทักทายเธอด้วยคำพูดใดๆ

 

 

 

...

อ่านมาถึงตอนนี้... คิดออกหรือยังครับว่าหัวข้อนี้ควรตั้งชื่อว่าอะไร


edit @ 18 Nov 2009 20:14:35 by ชวนันท์ มุสิกดิลก

รถไฟฟ้า.. มาหานะเธอ

posted on 19 Oct 2009 22:11 by bonamtarn

 

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ผมขอเกาะไปกับกระแสที่มาแรง(มากๆ) ของภาพยนตร์เรื่องนี้สักหน่อยละกัน

 

 ภาพยนตร์เรื่อง ''รถไฟฟ้า.. มาหานะเธอ'' ของ GTH นำแสดงโดยนักแสดงชายแม่เหล็ก ขวัญใจของสาวๆอย่างเคน ธีรเดช และนักแสดงหญิง + ครูสอนเต้นสาวสวยอย่างคริส หอวัง รายละเอียดต่างๆของเรื่องผมขอละไว้นะครับ เพราะคิดว่าท่านๆที่เข้ามาอ่านคงจะรู้รายละเอียดกันบ้างแล้ว หรือไม่ก็คงจะไปดูกันแล้วคนละรอบ (หรือหลายๆรอบ)

 

 จะว่าไปแล้วหากเทียบกับ The Proposal ที่เพิ่งไปดูมา ผมว่าเรื่องนั้นสนุกกว่านิดหน่อย แต่.. สำหรับเรื่องนี้ มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมอยากไปดูมากกว่าเรื่องทั่วๆไป

 

อยากพาแฟนไปดูอ่ะดิ? ..... ไม่มีครับ
ไม่ก็พาคนที่จีบๆ?... ก็ไม่มีนะ

หรือมี prospect ที่เล็งๆไว้?... ก็พอมีนะครับ แต่ มันไม่ใช่เหตุผลที่ผมไป

 

แต่เ็ป็นเพราะ... ผมไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้พร้อมกับคำุถามในใจคำถามหนึ่ง ซึ่งในตัวอย่างก่อนฉาย ได้ทิ้งให้ผมไว้ นั่นคือ

''ถ้ามีแฟนแล้ว เค้าไม่ว่างมากินข้าวกับเรา ไม่มีเวลาไปไหนมาไหนกับเรา.. จะมีแฟนไปทำไม?''

...

.....

 

ผมอยากรู้ครับ ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะให้คำตอบแบบไหน ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ถือว่าน่าพอใจ แต่ช่างเป็น.. สิ่งที่ทำยากพอสมควรเลย

ว่าแล้ว ก็กะไปดูอีกสักรอบนะครับ ลองชมภาพยนตร์เรื่องเดิมในเวลาที่ต่างออกไป และเปลี่ยนคนที่ไปด้วยดู เผื่อว่าผมจะสามารถรับรู้อะไรๆได้เพิ่มขึ้นอีก..

 

คุณคิดว่าน่าสนมั้ย?

 


edit @ 19 Oct 2009 22:32:00 by ชวนันท์ มุสิกดิลก

 ''เราแต่ละคนต่างก็เป็นเทวดาปีกเดียวกันทั้งสิ้น
เราจะบินได้ก็ต่อเมื่ออ้าแขนรับซึ่งกันและกันเท่านั้น''
ลูเซียโน เดอ เครสเซนโซ

   

 

คุณเคยรักใครสักคนรึเปล่า?..


พระเจ้าสร้างชายและหญิงขึ้นมาอย่างมีข้อบกพร่องจนกว่าเขาและเธอจะพบกัน และเติมเต็มกันและกันกลายเป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์ ตัวอย่างในศาสนาซิกส์ก็มีให้เห็น เมื่อการแต่งงานของคนในศาสนานี้ถือว่าสามีภรรยาเป็น ''หนึ่งจิตวิญญาณ ในสองร่าง''

 

งานวิจัยของนิโคลัส บู๊ธแมนได้เผยให้เห็นข้อเท็จจริงเรียบง่ายเกี่ยวกับความรักสามประการด้วยกัน นั่นคือ

 

1. การตกหลุมรักและการคงไว้ซึ่งความรักนั้นเป็นคนละเหตุการณ์กันโดยสิ้นเชิง
การตกหลุมรัก.. เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้หัวหมุน ตื่นเต้น เบิกบาน และสร้างความติดอกติดใจ ร่างการของคุณจะท่วมท้นไปด้วย neurotransmitters ที่ทำให้รู้สึกดีและมีความสุขสุึดๆ แต่.. การคงไว้ซึ่งความรัก คุณต้องการอะไรที่มากกว่าความทรงจำตอนปิ๊งกันด้วยสารเคมีเพื่อให้คุณอยู่ เคียงข้างกันต่อไป

 

2. เราไม่ได้ตกหลุมรักกับคนอื่น แต่ตกหลุมรักกับความรู้สึกที่เรามีเวลาอยู่กับพวกเขา

ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกปีติ สุขที่ได้รู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และเปี่ยมด้วยความหวัง และการรู้สึกถึงความเติมเ็ต็ม.. มันคงจะฟังดูดี และโรแมนติกกว่ากันเยอะเมื่อกล่าวออกมาว่า ''พลอยครับ ผมว่า ผมรักคุณเข้าแล้วล่ะครับ'' แทนที่จะยอมรับออกมาโต้งๆว่า ''เวลาที่ผมอยู่กับคุณหรือนึกถึงคุณ ผมจะรู้สึกตื่นเต้น หัวใจพองโต และโหยหาอย่างที่สุด''

 

3.  คนบางคนทำให้เรารู้สึกสมดุลและสมบูรณ์ทั้งทางด้านสังคมและจิตใจ ในขณะที่บางคนก็ทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคง เหนื่อยใจ ทำลายความมั่นใจของเรา หรือเปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนที่ไม่ใ่ช่เรา

 

...

เวลาที่คุณพบคนที่ทำให้ คุณสมดุลและรู้สึกเติมเต็ม หรือคนที่คุณไว้ใจและรู้สึกสบายใจด้วย นั่นหมายถึงคุณเจอคู่ตรงข้ามที่ลงตัว (match opposite) เข้าให้แล้ว บู๊ธแมนคิดคำศัพท์คำนี้เพราะมันบรรยายถึงลักษณะที่คุณและคนรักเข้ากันหรือลง ล๊อกกันได้พอดี และเมื่อมันเกิดขึ้น คุณต่างก็จะรู้กันทั้งคู่ การอยู่กับคนคนนี้นำมาซึ่งความสุขสันต์เกินบรรยายและความโล่งใจอย่างใหญ่ หลวงในเ้วลาเ้ดียวกัน เขาหรือเธอจะเหมือนคุณในหลายๆอย่าง และจะตรงข้ามคุณในบางเรื่องหลักๆ และมีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์และผูกมัดกับคุณในระยะยาว

 ........

 

ถ้า ''ความรัก'' ตามทฤษฏีนี้คือการเข้าเงื่อนไขทั้งสามข้อ...

แล้ว ''ความรัก'' ของคุณล่ะ เป็นแบบไหน?

 


edit @ 5 Oct 2009 22:27:58 by ชวนันท์ มุสิกดิลก